www.bansamonprai.com

Demo2 second
www.bansamonprai.com
Demo2 second
www.bansamonprai.com
Demo2 third
www.bansamonprai.com

สาระน่ารู้เกี่ยวกับบ้านสมันไพรชัยมงคล


ทุ่งอัลฟัลฟ่า (ALFALFA)

จากทุ่งอัลฟัลฟ่า “ราชาแห่งอาหารทั้งมวล” ที่กว้างสุดสายตา ในระบบฟาร์มที่ได้รับการปลูกอย่างถูกวิธี จะถูกตัดและนำไปทำความสะอาดก่อนที่จะนำเข้าไปสู่กระบวนการสกัดเอา “คลอโรฟิลล์” โดยกรรมวิธีฟรีซดราย (Freeze Dried) หรือการสกัดเย็นถึง 15 ขั้นตอนเพื่อให้มั่นใจว่าสะอาดปลอดภัยและคงไว้ซึ่งสารอาหารอย่างครบถ้วน

หลังจากนั้นวัตถุดิบที่ได้ (Raw Materials) จะถูกส่งไปวิเคราะห์คุณภาพยังห้องทดลอง (Laboratory) ทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย

คอลโรฟิลล์ (Chlorophyll) ของ De Souza ต้องมีความบริสุทธิ์ไม่ต่ำกว่า 98% ซึ่งตามมาตรฐานองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) หรือ 95% ถึงจะเรียกว่า “คอลโรฟิลล์บริสุทธิ์” (Pure Chlorophyll)

ทุกขั้นตอนผลิตจะได้รับการตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียดเสมอ ในหน่วยผลิตที่ได้มาตรฐาน ISO9002

เรื่องน่ารู้ของ...

อัลฟัลฟ่า (ALFALFA) พืชมหัศจรรย์

อัลฟัลฟ่า จัดเป็นพืชจำพวกที่มีฝัก (Legumes) หรือพืชตระกูลถั่ว ใบเลี้ยงคู่ เป็นพืชยืนต้นมีอายุตั้งแต่ 4 ปี ถึง 8 ปี และในบางแห่งมีอายุถึง 20 ปี ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และสภาพพื้นที่ และมีระบบรากที่มหัศจรรย์มาก ในบางพื้นที่ ระบบรากของอัลฟัลฟ่าสามารถชอนไชลงไปในดินถึงกว่า 130 ฟุต จึงทำให้สามารถหาอาหารได้มีประสิทธิภาพมากกว่าพืชชนิดอื่นๆ อีกทั้งระบบการป้องกันตัวเอง หรือป้องกันสารพิษในเซลล์ของพืชอัลฟัลฟ่าก็ดีกว่าพืชชนิดต่างๆ

ชาวอาหรับโบราณ รู้จักใช้ประโยชน์จากอัลฟัลฟ่ามาตั้งแต่ 2,000 ปี ก่อนคริสตกาล โดยใช้เป็นพืชเลี้ยงสัตว์และนำมาใช้เป็นสมุนไพรเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย จึงถูกขนานนามให้เป็น AL-FAS-FAH-SHA หรือ “ราชาแห่งอาหารทั้งมวล”

คอลโรฟิลล์ จาก อัลฟัลฟ่า

จากประวัติศาสตร์อันยาวนาน ธัญพืชและหญ้าเป็นอาหารหลักและยาของสัตว์โลกนานาชนิด ในสังคมสมัยใหม่ สังคมที่เร่งรีบต้องแข่งกับเวลา จึงนิยมอาหารจานด่วน (Fast Food)

อาหารเหล่านี้ขาดพลังโภชนาการทางธรรมชาติ และก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ สิ่งที่ขาดหายไปนี้ไม่อาจทดแทนได้ด้วยตัวยาใดๆ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว อาหารที่เราบริโภคควรจะต้องกลับสู่ธรรมชาติ

ในการวิจัยค้นคว้าหาพืชอาหารในฝันที่อุดมด้วยโภชนาการ ได้มีการวิเคราะห์พืชอาหารแทบทุกชนิดมากกว่า 6,000 ชนิด ซึ่งมีถั่ว ผัก หญ้า ทั้งในน้ำและบนพื้นดิน ตลอดจนพืชสมุนไพรต่างๆ ทั้งจากเมล็ด ใบ ต้น ของพืชเหล่านั้น ในที่สุดพบว่า พลังงานสีเขียว หรือ คลอโรฟิลล์ ที่ได้จาก อัลฟัลฟ่านั้นคือ “พืชอาหารในฝัน”

พลังงานสีเขียวจากอัลฟัลฟ่า คือ คอลโรฟิลล์ที่ได้จากอัลฟัลฟ่าสด ที่เจริญเติบโตอย่างถูกต้องในระบบฟาร์มที่มาตรฐาน

ด้วยกระบวนการพิเศษ ที่สามารถถนอมคุณค่าทางโภชนาการทั้งมวล เช่น เกลือแร่ เอ็นไซม์ และแอนตี้อ๊อกซิแดนซ์ สารโภชนาการที่ได้นี้เป็นสารอาหารทางธรรมชาติ มีความสมบูรณ์และสมดุลต่อความต้องการของร่างกายอย่างน่ามหัศจรรย์

คุณประโยชน์จาก อัลฟัลฟ่า

อัลฟัลฟ่า เป็นพืชที่ให้กรดอะมิโนที่จำเป็นครบทั้ง 8 ชนิด คือ ไอโซลิวซีน, ลิวซีน, ไลซีน, เมไธโอนีน, พีนิลอะลานีน, เทรโอนีน, ทริปโตฟาน และวาลีน กรดอะมิโนเหล่านี้ ร่างกายสร้างเองไม่ได้ แต่จำเป็นต้องมีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการสร้างเซลล์ใหม่

ในอัลฟัลฟ่ายังมี วิตามินเอ, วิตามินบี 6, วิตามินบี 12, วิตามินดี, วิตามินอี, และวิตามินเค รวมทั้งยังมีเกลือแร่อีก เช่น ฟอสฟอรัล, โปแตสเซียม, แคลเซียม, สังกะสี, เชเลเนียม และแมกเนเซียม เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีเอ็กไซม์หลักอีก 8 ชนิด คือ ไลเปส, อาเมเลส, โคกูเลส, อีมูลซิน, อินเวอร์เตส, เปอร์อ๊อกซิเดส, เพคติเนส, และโปรตีส

มนุษย์เราต้องการเอ็นไซม์มากกว่า 3,000 ชนิด แต่ร่างกายเราสร้างได้ไม่กี่ชนิด นอกนั้นต้องบริโภคจากสารอาหารสดประจำวัน ประเภทพืชผักผลไม้ต่างๆ แต่ถ้าหากอาหารเหล่านั้นผ่านความร้อนเกินกว่า 55 องศาเซลเซียสขึ้นไป เอ็นไซม์ต่างๆ ก็จะเสื่อมหรือเปลี่ยนรูปไป ซึ่งร่างกายก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

ร่างกายต้องการเอ็นไซม์เพื่อช่วยปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันต่างๆ และจากวิธีการรับประทานในปัจจุบันนี้เราได้รับเอ็นไซม์เข้าสู่ร่างกายได้น้อยมาก

อัลฟัลฟ่า ยังมี ซาโปนิน ซึ่งเป็นสารที่มีผลในการลดการอุดตันของเลือด และช่วยยับยั้งคอเลสเตอรอล ชนิดเลว (LDL) ในเลือดได้ จึงช่วยลดความดันโลหิตลง

ไอโซฟลาโน, ฟลาโวน และสเตอโรล ในอัลฟัลฟ่ายังช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเอสโตเจน และปรับระดับฮอร์โมนดังกล่าวในผู้หญิง ทั้งก่อนมีรอบเดือน (PMS) และอยู่ในวัยใกล้หมดรอบเดือน (MENOPAUSE)

คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll)

คลอโรฟิลล์ คือสารประกอบที่ทำให้พืชมีสีเขียว และทำหน้าที่หลักในการสังเคราะห์แสง (PHOTOSYNTHESIS) โดยการเปลี่ยนพลังงานจากแสงอาทิตย์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และแร่ธาตุต่างๆ จากดินให้กลายเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืช รวมทั้งให้ก๊าซอ๊อกซิเจนที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์

คลอโรฟิลล์ธรรมชาติมีหลายชนิด บางชนิดสังเคราะห์แสงได้ในที่ที่มีแสงแดดเท่านั้น แต่บางชนิดสังเคราะห์แสงได้แม้ในที่ไม่มีแสง เช่น ในร่างกายของคน จึงมีการค้นคว้าเกี่ยวกับการทำงาน หรือปฏิกิริยาของคลอโรฟิลล์ต่อคน

พบว่าคลอโรฟิลล์ที่อยู่ในเซลล์ของพืช จะถูกปกป้องและปิดกั้นด้วยผนังหรือเยื่อหุ้มเซลล์อีกชั้นหนึ่ง ทำให้ระบบการย่อยอาหารปกติของร่างกายเราไม่สามารถบดย่อย เพื่อให้ได้สารคลอโรฟิลล์เพียงพอกับความต้องการของร่างกายเราได้ ถึงแม้ว่าเราจะบริโภคผักใบเขียวเป็นจำนวนมากในแต่ละวันก็ตาม อีกทั้งคลอโรฟิลล์โดยตัวของมันเองละลายน้ำไม่ได้ จะละลายได้ในไขมันหรือในแอลกอฮอล์บางชนิดเท่านั้น

แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน เราสามารถสกัดเอาเฉพาะสารคลอโรฟิลล์ออกมาได้อย่างสมบูรณ์และบริสุทธิ์ โดยปราศจากการสูญเสียคุณค่าทางอาหารตามธรรมชาติ ร่างกายจึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันทีอย่างเต็มที่ และเป็นคลอโรฟิลล์ชนิดละลายน้ำได้ จึงดูดซึมได้ทันทีในกระเพาะอาหาร

ในกรณีที่ร่างกายใช้ไม่หมดจะถูกขับทิ้งไปทางระบบขับถ่าย ไม่สะสมไว้ในร่างกาย ต่างกับคลอโรฟิลล์ชนิดที่ละลายในไขมัน จะไม่ถูกดูดซึมที่กระเพาะอาหาร แต่จะย่อยและดูดซึมได้ในลำไส้เล็ก คลอโรฟิลล์ชนิดนี้เมื่อร่างกายใช้ไม่หมดจะถูกส่งไปสะสมไว้ที่ตับ (LIVER) ในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายต่อตับได้

องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา จึงให้การรับรองเฉพาะคลอโรฟิลล์ที่ละลายในน้ำได้ (WATER SOLUBLE CHLOROPHYLL) เท่านั้น ว่าปลอดภัยต่อการบริโภคของคน

ถึงแม้ว่าจะบริโภคในปริมาณมากต่อวัน ก็ไม่เกิดผลเสียต่อร่างกายแต่อย่างใด ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมีเพียงแต่อาการท้องเสียอย่างเบาบางในบางกรณีเท่านั้น

ความเหมือนและแตกต่างของ


เม็ดเลือดแดง กับ คลอโรฟิลล์


ด้วยสูตรโครงสร้างของโมเลกุลที่ใกล้เคียงกันกับโมเลกุลของเม็ดเลือดแดง ต่างกันเฉพาะตรงกลางที่คลอโรฟิลล์ มีแมกนีเซียม (Mg) ซึ่งเม็ดเลือดแดงมีเหล็ก (Fe) จึงทำให้สีต่างกัน คือ คลอโรฟิลล์มีสีเขียว แต่เม็ดเลือดมีสีแดง จากจุดนี้เองที่ทำให้คลอโรฟิลล์ถูกเรียกว่า “เลือดของพืช” (BLOOD OF PLANT)

ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มากมาย สรุปตรงกันออกมาว่า คลอโรฟิลล์สามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ จนผู้ทำการวิจัยได้รับรางวัลโนเบล (NOBEL PRIZE) ไปแล้วถึง 2 ท่านด้วยกัน คือ ดร.ริชาร์ด วินสเตตเตอร์ (DR.RICHARD WINSTATTER) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยออสเตรียในปี ค.ศ.1915 และ ดร.ฮันส์ ฟิชเชอร์ (DR.HANS FISHER M.D.) นายแพทย์ชาวเยอรมัน ในปี ค.ศ.1930 ผู้ซึ่งค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างเม็ดเลือดแดงและคลอโรฟิลล์ ในบางเงื่อนไขสามารถแทนที่ศูนย์กลางของคลอโรฟิลล์ด้วยเหล็ก (Fe) จากอาหารธรรมชาติบางประเภท ทำให้อัตราการเพิ่มของเม็ดเลือดแดงดีขึ้น ทั้งนี้แมกนีเซียม (Mg) ที่หลุดออกไปจากศูนย์กลางโมเลกุลของคลอโรฟิลล์ ก็จะทำหน้าที่พาแคลเซียม (Ca) เข้าไปอุดรูพรุนของกระดูกต่างๆ ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น

ในโพรงกระดูก ซึ่งมีไขกระดูก (BONE MARROW) อยู่ก็จะมีการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ในปริมาณที่มากขึ้น (หน้าที่ของไขกระดูก คือ สร้างเม็ดเลือดแดง และปรับระดับความเป็นด่างในกระแสเลือด)

จากการทำวิจัยขององค์การอาหารและยาสหรัฐ กับผู้ป่วยแผลเปิดจำนวน 3,600 ราย พบว่าคลอโรฟิลล์ ช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ใหม่เร็วขึ้น ทำให้แผลหายเร็วกว่าปกติ 25 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป และรอยแผลเป็นลดขนาดลงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่า
(ตามเอกสารขึ้นทะเบียนยาที่ 21 CFR Part 357 Deodorant Drug Products for Internal Use for Over-the Counter Human Use; Final Monograph; Fanal Rule.)

งานวิจัยเกี่ยวกับการใช้ คลอโรฟิลล์ ทางการแพทย์กับผู้ป่วย

1. ดร.เรดพาธ และคณะฯ รายงายผลที่น่าพอใจในการใช้คอลโรฟิลล์รักษาผู้ป่วยจากโรคทางเดินหายใจ 1,000 ราย

2. มหาวิทยาลัยโลโยล่า ประเทศสหรัฐอเมริกา กลุ่มทันตแพทย์รักษาผู้ป่วยกว่า 1,700 ราย พบว่าคลอโรฟิลล์สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในช่องปากได้

3. ดร.เคปฮาร์ รายงานผลการใช้คลอโรฟิลล์รักษาผู้ป่วยเป็นโรคโลหิตจาง พบว่าได้ผลดีในผู้ป่วยที่ไม่ขาดธาตุเหล็กและธาตุทองแดง

4. ทันตแพทย์ โกลด์เบิร์ก ใช้คลอโรฟิลล์รักษาผู้ป่วย 300 ราย ที่เหงือกเป็นหนอง เลือดออกตามไรฟัน และฟันโยก ปรากฏว่าได้ผลดีมาก -

5.ในโรงพยาบาลทหาร ดร.โบเวอร์ส ใช้คลอโรฟิลล์ทาแผลปรากฏว่ากลิ่นเหม็นเน่าของแผลลดลง และอาการอักเสบดีขึ้นจนกระทั่งหายไป

6. ดร.มอร์แกน ใช้ขี้ผึ้งคลอโรฟิลล์รักษาแผลไฟไหม้ได้ผลดี

7. ดร.ฟอลล็อค ได้เปรียบเทียบในการรักษาแผลกดทับ (Bedsore) ด้วยยาหลายชนิดพบว่าคลอโรฟิลล์ได้ผลดีที่สุด

8. ดร.เบอร์กี้ รายงานว่าคลอโรฟิลล์ช่วยรักษาโรคโลหิตจางได้หลายชนิด ทำให้หัวใจทำงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น ช่วยลดความดันสูง และกระตุ้นทางเดินอาหารให้ทำงานขึ้น

9. ดร.แครนซ์ วิจัยพบว่าคลอโรฟิลล์บรรเทาอาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบได้ดี และจากรายงานของ ดร.ชามูลแอล ในคนไข้ที่เลือดออกในกระเพาะอาหาร 36 ราย ปรากฏว่าทุกรายมีอาการดีขึ้นและหายภายใน 12-22 วัน ฃ

10. ค.ศ.1980 มีรายงานในผู้ป่วยด้วยโรคตับอักเสบเรื้อรังจำนวน 34 ราย รักษาโดยการฉีดคลอโรฟิลล์เข้าเส้นเลือด ปรากฏว่าได้ผลดี 23 ราย

11. ดร.โยชิดา และคณะฯ พบว่าคลอโรฟิลล์บรรเทาอาการของโรคตับอ่อนอักเสบ และมีรายงานวิจัยอีกหลายคณะในประเทศญี่ปุ่น ในการใช้คลอโรฟิลล์รักษาโรคตับอ่อนอักเสบ

12. ดร.เบอร์กี้ พิมพ์หนังสือชื่อ “Chlorophyll as pharmaceutical” กล่าวถึง การใช้คลอโรฟิลล์ได้ผลดีในผู้ป่วย 112 ราย ที่ป่วยด้วยโรคความดันสูง และหลอดเลือดแข็งตัว

13. ดร.แอนเจโล ศึกษาในคนไข้ 50 ราย ที่ป่วยด้วยโรคความดันสูง พบว่าคลอโรฟิลล์ช่วยลดความดันได้ดี และอาการทั่วไปดีขึ้น

14. มีรายงานการวิจัยอีกมากมายที่ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ในการรักษาโรคลำไส้อักเสบและอื่นๆ

15. จากการทำวิจัยขององค์การอาหารและยาสหรัฐ กับผู้ป่วยแผลเปิดจำนวน 3,600 ราย พบว่าคลอโรฟิลล์ช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ให้เร็วขึ้น ทำให้แผลหายเร็วกว่าปกติ 25% ขึ้นไป และรอยแผลเป็นลดลงกว่า 50% หรือมากกว่า จากกรณีนี้จึงมีการวิจัยต่อเกี่ยวกับการรักษาอาการ

เจ็บป่วยภายในร่างกาย อันเป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ขึ้น พบว่าผู้ป่วยทั้ง 1,227 ราย กลิ่นภายในหายหมดหลังจากใช้คลอโรฟิลล์ผ่านไป 2 สัปดาห์ จึงให้การยอมรับว่าเป็นยาดับกลิ่นภายใน สามารถซื้อขายได้ตามร้านขายยาทั่วไป ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 1990 ตามเอกสารทะเบียนยาที่ 21 CFR Part 357 Deodorant Drug Products for Internal Use for Over-the Counter Human Use : Final Monograph ; Final Rule

ตลอดจนการใช้คลอโรฟิลล์ รักษาสุนัขที่ป่วยโรคผิวหนัง และกลิ่นตัวแรง นับเป็นจำนวนกว่าหมื่นตัว ในอดีตการแพทย์ได้ใช้คลอโรฟิลล์ชนิดที่ละลายในน้ำ (Water Soluble Chlorophyll) รักษาผู้ป่วย แต่การใช้ไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก เพราะต้นทุนการผลิตยังมีราคาแพงมาก แต่ในปัจจุบันคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์มีราคาถูกลง และใช้กันทั่วไปในกลุ่มแพทย์ธรรมชาติบำบัด

หัวเชื้อคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100%

จะช่วยคุณได้อย่างไร


จากประสบการณ์ผู้ใช้ผู้บริโภคจากทั่วโลก ได้ข้อสรุปที่น่าสนใจของคลอโรฟิลล์ดังนี้


- ทำให้สดชื่น หายเหนื่อยจากการอ่อนเพลีย
- ลดความดันโลหิต ลดปัญหาเส้นเลือด หัวใจตีบ หัวใจโต
- ปรับระดับน้ำตาลสำหรัญผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน
- ทำให้อาการของคนที่เป็นภูมิแพ้ แพ้อากาศ ผื่นลด พิษทุเลาลง
- ขับกรดออกจากข้อต่อต่างๆ ทำให้อาการปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัวทุเลาลงและดีขึ้น
- ขับสารพิษออกจากร่างกาย สารตกค้างของยาปฏิชีวนะ สารตกค้างในอาหาร ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดี สุขภาพแข็งแรง สดชื่นขึ้น
- เพิ่มประสิทธิภาพของเม็ดเลือดแดงและเซลล์เม็ดเลือดแดง - ทำให้ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น
- ป้องกันการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
- แก้ปัญหาท้องผูก การขับถ่ายจะดีขึ้น ริดสีดวงทวารทุเลาและหายได้
- ช่วยดับกลิ่นตัว กลิ่นปาก กลิ่นเท้า จากภายใน
- บรรเทาอาการบวม ชา และเส้นเลือดขอด ให้ทุเลาลงและดีขึ้นได้
- ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
- ใช้ทาแผลอักเสบ แผลเปื่อย แผลเรื้อรัง แผลถลอก แผลไฟไหม้ เหงือกอักเสบ แผลในปาก ซึ่งจะเห็นผลได้ดีกว่าการใช้แอลกอฮอล์และยาแดง
- บรรเทาอาการปวดศรีษะทั่วไป และปวดศรีษะไมเกรนได้
- ช่วยเรื่องโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบให้ทุเลาและหายได้
- แก้ปัญหาเรื่องสิว ฝ้า ปวดประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่ปกติ
- ช่วยให้ผู้ที่เป็นต้อกระจกมองเห็นดีขึ้น และผู้ที่เป็นต้อเนื้อทุเลาลงได้
- ช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ทำให้อวัยวะทำหน้าที่กำจัดของเสียทำงานได้ดีขึ้น
**ข้อมูลข้างต้น เรียบเรียงจากหนังสือของ ดร.ฮาวเวิร์ค ไปเปอร์ (Dr.Haward Peiper)**

ทำไมต้องหัวเชื้อ คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์เข้มข้น 100%

- ได้คุณภาพจากหัวเชื้อบริสุทธิ์เข้มข้นสูงถึง 100% เต็ม
- ด้านความบริสุทธิ์เข้มข้นถึง 100% จึงสามารถใช้ทาแผลได้ (มาตรฐานที่ทางการแพทย์สหรัฐอเมริกายอมรับ ต้องมีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่า 95%) อ้างอิง : หนังสือคอลโรฟิลล์บริสุทธิ์ อาหารอายุวัฒนะ โดย ดร.สังสิทธิ์ ศรีสุคนธ์
- เห็นผลไวกว่าคลอโรฟิลล์ชนิดอื่น เนื่องจากเป็นหัวเชื้อ
- เป็นหัวเชื้อคลอโรฟิลล์ที่ไม่มีสารตกค้างใดๆ เนื่องจากไม่มีสารประกอบอื่นเจือปน
- ผสมหัวเชื้อคลอโรฟิลล์ทิ้งไว้ได้นาน ไม่ตกตะกอน ไม่เสีย ไม่บูด ไม่มีกลิ่นคาว
- เป็นหัวเชื้อคลอโรฟิลล์ชนิดละลายในน้ำ (Water Soluble) ตามที่องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาให้การรับรองว่าปลอดภัยไม่มีสารตกค้างที่ตับ ไม่ใช่คลอโรฟิลล์ชนิดที่ละลายในน้ำมัน (Oil Soluble) ซึ่งจะมีไขมันสะสมที่ตับ
- เป็นหัวเชื้อคลอโรฟิลล์ที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรอง ด้วยระบบฟรีซดราย (Freeze Dried) ถึง 15 ขั้นตอน จึงมั่นใจได้ว่า สะอาด ปลอดภัย และได้สารคลอโรฟิลล์ 100%
วิธีการรับประทานคลอโรฟิลล์ 100%

- ทานเพื่อดูแลสุขภาพทั่วไป ผสมหัวเชื้อคลอโรฟิลล์ 10 ซีซี ต่อ น้ำ 1.5 ลิตร ครั้งละ 1 แก้ว ดื่มเช้า-ก่อนนอน (สามารถดื่มแทนน้ำเปล่าระหว่างวันได้)

- ทานเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วย ผสมหัวเชื้อคลอโรฟิลล์ 10 ซีซี ต่ำน้ำครึ่งแก้ว ดื่มเช้า-ก่อนนอน

มดลูก (ภาพจำลอง)

มดลูกปกติ (มดลูกเข้าอู่)

หน้าท้องจะนูนตรงกลาง ข้างๆ จะแฟ็บ
เหตุที่มดลูกหย่อน
- ขี้กลัว ขี้ตกใจ เครียด
- ผ่าคลอด หรือแท้งลูก
- ทานของหมักของดองมาก
- ไม่มีความสุขเรื่องเซ็กซ์
- หลังคลอดบุตรไม่ได้อยู่ไฟ

มดลูกไม่ปกติ (มดลูกโต, หน่วง, ต่ำ, บางหย่อน)
- หน้าท้องกลม
- ปวดท้องประจำเดือน
- มีกลิ่นภายใน ติดเชื้อง่าย
- ช่องคลอดขยายตัวออก (ไม่กระชับ)
- มีลมเข้าออกช่องคลอด
- เสี่ยงต่อมะเร็งและเนื้องอก
- กล้ามเนื้อทุกส่วนจะหย่อน
- หูรูดหย่อนกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
- เบ่งปัสสาวะไม่ค่อยออก ปากมดลูกไหลลงมาปิดท่อปัสสาวะ
- มีเพศสัมพันธ์เจ็บ - แท้งลูกง่าย
- ประจำเดือนมาไม่ปกติ
- ผิวสากไม่ลื่น ไม่ใส ไม่แวว

ของแสลงทัศนะของแพทย์จีน
โรคทั่วๆ ไปควรงด

- เนื้อสัตว์บกและเลือดสัตว์ทุกชนิด
- อาหารมันๆ เช่น กะทิ ของทอดๆ
- อาหารรสจัด และผงชูรส
- ของหมักดอง เช่น ปลาร้า
- แอลกอฮอล์ทุกชนิด เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์

โรคเบาหวาน งด + 6 อาหารแป้งๆ เช่น ข้าวเหนียว
โรคมะเร็ง งด + 6 หน่อไม้
โรคตับ งด + 6 หน่อไม้
  + 7 แคลเซี่ยมทุกชนิด เช่น นม กระดูกปลา วิตามินซีเสริมแคลเซี่ยม
โรคกระดูก งด + 6 แตงกวาทุกชนิด
โรคเอดส์ งด + 6 น้ำอัดลมทุกชนิด
  + 7 ของทะเลทุกชนิด (ห้ามเด็ดขาด)
+ 8 ปลาสลิด + ปลาไหล
+ 9 แตงโม (เฉพาะเนื้อแดงๆ)
+ 10 ผักปัง

ดีท็อกซ์

รายงานทางการแพทย์ การดูแลรักษาสุขภาพรูปแบบใหม่ คือการใส่ใจในลำไส้ 90% ของความเจ็บป่วยมีต้นเหตุมาจากลำไส้ มนุษย์ทุกเพศทุกวัย สิ่งแรกที่ต้องทำเป็นกิจวัตรในเวลาตื่นนอน คือ อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน สระผม เพื่อทำความสะอาด และชำระสิ่งสกปรกภายนอกร่างกาย แต่สิ่งสำคัญมากไม่แพ้กัน คือการทำความสะอาดภายใน ส่วนมากเรากลับมองข้ามไปตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน เราเคยชำระล้างภายในกันบ้างหรือไม่..? เราได้กำจัดและขับสารพิษกันบ้างหรือเปล่า...?

ในอดีตเมื่ออายุยังน้อย ร่างกายยังแข็งแรง อวัยวะทุกส่วนทำงานได้ตามปกติ แต่เมื่ออายุมากขึ้นสุขภาพร่างกายเสื่อมลง ระบบต่างๆ ทำงานได้ไม่เต็มที่ การกำจัดสารพิษทำได้น้อยลง ร่างกายเริ่มอ่อนแอ เช่น เริ่มปวดศรีษะ ปวดเมื่อย เหนื่อยง่ายอ่อนเพลีย จนกระทั่งลุกลามใหญ่โตเป็นโรคร้ายเกินการควบคุม หยุดพักสักนิดให้เวลากับชีวิต โดยการล้างสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย ที่ได้รับจากอาหาร อากาศ น้ำ สารเคมีที่เป็นพิษ

การล้างพิษ (Detoxify) คือการขับสารพิษออกจากร่างกาย ปกติแล้วเมื่อคนเราได้รับสิ่งแปลกปลอมเข้าร่างกาย กลไกต่างๆ ภายในร่างกายจะทำหน้าที่ขจัดออกมา แต่หากได้รับมากเกินไป และสะสมเป็นเวลานานร่างกายไม่สามารถขับสารพิษเหล่านั้นออกได้หมด ตัวอย่างเช่น เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป เกิดการย่อยสลาย ทำให้เกิดคราบตกค้างอยู่ตามผนังลำไส้ และหมักหมมจนกลายเป็นสารพิษ ปิดกั้นไม่ให้ร่างกายรับสารอาหารได้เต็มที่ และลำไส้เราต้องดูดสารพิษร้ายเหล่านั้น เข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้นการขจัดของเสียและสารพิษออกจากร่างกาย ก็เหมือนการฟอกชำระล้างระบต่างๆ โดยเฉพาะระบบการย่อยดูดซึมอาหาร และระบบไหลเวียนโลหิตให้พ้นจากสภาวะเป็นพิษ หลักการย่อยสลายของอาหารเหล่านั้น ลำไส้ใหญ่จะทำหน้าที่ในการดูดซึมสารอาหารที่ตกค้างมานาน ย่อยทำให้เกิดมีของเสียสะสม โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการท้องผูก หรือไม่ถ่ายเป็นเวลานานๆ หลายครั้ง
คนเหล่านี้มักจะเกิดการสะสมของเสีย และเมื่อมีการดูดซึมของลำไส้ใหญ่ ก็จะทำให้ร่างกายได้รับพิษจากของเสียนั้นไปด้วยของเสียเหล่านั้นมักเป็นที่มาของโรค เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ ปวดท้อง ปวดศรีษะ คลื่นเหียนอาเจียน เวียนศรีษะ มีไข้ต่ำๆ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ปากแห้ง ปากเหม็น ร้อนใน ปวดเมื่อยตามร่างกายบ่อยๆ ร้ายไปกว่านั้น คือโรคมะเร็งลำไส้ และมะเร็งตับ การล้างพิษ (Detoxification)

การล้างพิษ (Detoxification)

Detox คือ การกำจัดท็อกซินออกจากร่างกาย

ท็อกซิน คือ พิษ (สารพิษ) ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีในร่างกายเรา เกิดได้หลายวิธี

- เกิดจากการกินที่ผิดๆ
- เกิดจากระบบต่างๆ ในร่างกายของคนเราบกพร่อง หรือแม้แต่ความเครียด ก็สร้างท็อกซินให้เกิดขึ้นได้ พูดง่ายๆ คือ “การกินและการปฏิบัติตัวผิดๆ ในชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดท็อกซินในตัวเรา”

ดีท็อกซ์ (DETOX)

เป็นการนำสารพิษออกจากร่างกายของเราให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ตกค้างอยู่ในร่างกายจนกลายเป็นพิษเป็นภัยต่อสุขภาพเป็นการทำความสะอาด และขจัดสิ่งสกปรก ของเสีย กากอาหาร รวมทั้งสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ให้หมดไป เนื่องจากของเสียเหล่านี้ มักถูกขับถ่ายออกไม่หมด เพราะลำไส้เรายาวหลายเมตร ทั้งยังขดตัวไป-มาไม่ว่าเราจะรับประทานอะไรเข้าไปล้วนมีโอกาสติดค้างอยู่ในลำไส้ทั้งสิ้น

อาหารที่รับประทานเข้าไปแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

- อาหารที่มีเส้นใย ได้แก่ ผัก ผลไม้ และธัญพืชต่างๆ
- อาหารที่มีเส้นใยน้อยหรือไม่มีเลย เช่น เนื้อสัตว์ ไขมัน แป้งขัดขาว ฯลฯ

ในแต่ละวันการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง ควรรับประทานอาหารจำพวก ผัก ผลไม้ 80% และควรรับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ 20% แต่ในกิจวัตรประจำวันทำได้น้อยมาก

สำหรับอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ เมื่อย่อยแล้วจะจับตัวกันจนเหนียว ทำให้เคลื่อนผ่านลำไส้ลำบาก และเกาะติดอยู่ตามผนังลำไส้ไม่ยอมเคลื่อนตัวเข้าสู่ระบบขับถ่ายปกติ ทำให้เกิดอาการท้องผูก ถ่ายลำบาก และกากอาหารที่เกาะติดตามผนังลำไส้เหล่านี้เป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรีย ก่อให้เกิดการบูดเน่า เกิดสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และเป็นจุดเริ่มต้นของโรคต่างๆ เช่น โรคทางเดินอาหาร ท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ ผายลมบ่อย อาหารไม่ย่อย ท้องเสีย ลำไส้ใหญ่อักเสบ จนถึงการมีกลิ่นปาก กลิ่นลมหายใจเหม็น แผลในปาก ลมพิษ หอบหืด และโรคภูมิแพ้ ฯลฯ ด้วยเหตุนี้การล้างลำไส้จึงเป็นแนวทางในการล้างพิษออกจากร่างกาย

ทำไมต้องดีท็อกซ์

การล้างลำไส้ จะช่วยทำความสะอาด และขจัดสิ่งสกปรกของเสีย กากอาหาร รวมทั้งสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ให้หมดไปเนื่องจากของเสียเหล่านี้ มักถูกขับถ่ายออกได้ไม่หมด จึงตกค้างอยู่ในลำไส้ บางครั้งจะเกาะติดอยู่ตามผนังลำไส้เป็นตะกรันเป็นอุจจาระ เนื้อเยื่อของเซลล์ที่ตายพยาธิ และน้ำเมือกที่ถูกสะสมไว้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นผลร้ายต่อร่างกายจนทำให้เกิดอาการต่างๆ ของโรค เช่น ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก สิ่งเหล่านี้จะเป็นผลร้ายต่อร่างกายจนทำให้เกิดอาการของโรคต่างๆ

โรคท้องผูก...เป็นต้นเหตุของอาการต่อไปนี้

ผู้ที่เป็นโรคหรือมีอาการดังกล่าวนี้ จึงควรได้รับการล้างลำไส้ เพื่อขจัดของเสียและสารพิษที่คั่งค้างออกจากร่างกาย ทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงของโรคร้าย

ท้องอืดเป็นประจำ ท้องเสียง่าย ปวดท้องบ่อยแน่นท้องมีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้

ปวดหัวบ่อย หงุดหงิดประจำ สมองมึนงง คิดอะไรไม่ออก นอนหลับยาก ปวดหลัง ปวดไหล่ หูอื้อ ปวดต้นคอ คอแข็งหันไม่สะดวก

เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ ไตมีปัญหา ปัสสาวะไม่ใส ความดันโลหิตสูง ภูมิแพ้ ลมพิษ ผื่นคันตามผิวหน้า หอบหืด ฯลฯ

ผิวพรรณไม่สดใส หมองคล้ำ ผิวหยาบกร้าน เป็นสิว ฝ้า เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง มีผื่นขึ้นตามตัว เป็นแผล เป็นฝีบ่อยๆ

ไส้ติ่งอักเสบ โรคอ้วน (พุงโต) หรือผอมเกินไป ท้องผูก ริดสีดวงทวาร มักเกิดแผลร้อนใน มีกลิ่นปาก กลิ่นตัว ผายลมบ่อย

อ่อนเพลียง่าย ป่วยบ่อย รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ เหมือนจะเป็นไข้มือเท้าเย็น

ชนิดของไฟเบอร์ ประกอบด้วย

1.ชนิดละลายน้ำ

ไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ จะเคลือบผิวกระเพาะอาหาร โดยทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะอาหาร ได้สารข้นจำพวกเจลาตินทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว และอิ่มนาน ความอยากอาหารลดลง จึงมีประโยชน์กับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน นอกจากนี้เมือกในไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ยังทำหน้าที่ขัดขวางการดูดซึมของคอเรสเตอรอลผ่านผนังลำไส้อีกด้วย

2.ชนิดไม่ละลายน้ำ

ไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำ จะไม่ทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะอาหาร จึงเป็นเสมือนกากอาหารที่ช่วยเติมกระเพาะให้เต็มทำให้อาหารหนึ่งมื้อมีกากมากและพลังงานลดลง เราจึงรับประทานได้เท่าเดิมแต่อ้วนน้อยลง นอกจากนั้นไฟเบอร์ยังช่วยขัดขวางการดูดซึมของไขมัน และคอเรสเตอรอล เราต้องหมั่นสำรวจและสังเกตอุจจาระของเรา สังเกตว่าเป็นอุจจาระวันต่อวันหรือไม่ (การที่เราอุจจาระทุกวัน ไม่ได้แปลว่าสุขภาพเราดี) สังเกตคุณสมบัติ 5 ประการของอุจจาระของเรา

1. เราต้องอุจจาระวันต่อวัน อาหารที่เรารับประทานวันนี้วันรุ่งขึ้นก็ต้องถ่ายออกมา (ทดสอบได้ด้วยการกินอาหารที่ร่างกายย่อยไม่ได้ เช่น ถั่วงอก ผักชี มะละกอดิบ ผักบุ้ง ข้าวโพด ฯลฯ พรุ่งนี้ต้องออกมา) คือระบบย่อยอาหารทำงานปกติ ถ้าหลายวันถึงจะออกมา มีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้สูง เพราะอุจจาระจะหมักหมมอยู่ในร่างกาย

2. อุจจาระต้องเบา และลอยน้ำ จับตัวกันมีลักษณะเหมือนข้าวหลาม คือ มีปริมาณไฟเบอร์มาก แต่ถ้ารับประทานแป้ง และโปรตีนมากอุจจาระจะหนัก และเหนียวจะจมน้ำ และต้องไม่มีฟอง มีฟองเกิดจากมีแก๊สในระบบทางเดินอาหาร เกิดจากร่างกายร้อนจัด ซึ่งเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ เช่น การพักผ่อนไม่พอ อาหารที่รับประทานเข้าไป ความเครียด ฯลฯ

3. อุจจาระต้องขนาดใหญ่ เพราะลำไส้ใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว ถ้าอุจจาระขนาดเล็กกว่ามาก แสดงว่าผนังลำไส้เรามีแต่กากอุจจาระติดอยู่ที่ผนังลำไส้เยอะ ไม่ดีเพราะร่างกายจะดูดซึมสารอาหาร วิตามินจากลำไส้ใหญ่ ถ้ามีกากอุจจาระติดอยู่ ก็เท่ากับเราดูดซึมสารอาหารผ่านกากอุจจาระเข้าไปด้วย (อุจจาระเลยกลายเป็นอาหารของเรา) ทำให้ร่างกายไม่สดชื่น เซื่องซึม เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ผิวพรรณหมอง หน้าจะมีแต่กระ ฝ้า และทำให้แบคทีเรีย Over Grow ส่งผลให้เราไม่สบายได้

4. กลิ่นของอุจจาระต้องไม่มีกลิ่นเปรี้ยวๆ หรือปนกลิ่นเปรี้ยวๆ แสดงว่ามีแก๊สในระบบทางเดินอาหารมาก เกิดจากการที่ตัวเราร้อนจัด ทำให้แบคทีเรีย Over Grow อาจจะทำให้ติดเชื้อ ทำให้ไม่สบายได้ กลิ่นเปรี้ยวๆ ของอุจจาระจะมาพร้อมกับอุณหภูมิที่ร้อนของอุจจาระด้วย รักษาโดยการดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้อุณหภูมิร่างกายเย็นลงและต้องไม่มีกลิ่นคาว กลิ่นคาวแสดงว่าอาจมีแผล (bleed) ในทางเดินอาหารในกระเพาะหรือลำไส้เล็ก แต่ถ้าเป็นลำไส้ใหญ่ตอนกลาง ถ้าสีเลือดสดสันนิษฐานว่ามีแผลที่ลำไส้ใหญ่ตอนปลาย แต่ถ้าเลือดเป็นหยดๆ เลย แสดงว่ามีแผลบริเวณปากทวาร

5. สีของอุจจาระจะเป็นสีเหลือง-น้ำตาลเข็ม เป็นสีปกติของอุจจาระ (ขึ้นอยู่กับอาหาร และยาที่ทานเข้าไปด้วย) ถ้าเป็นสีดำ สันนิษฐานว่ากระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กเป็นแผล อาจมีภาวะเลือดจางร่วมด้วย

เกร็ดเล็กๆ สำหรับสุขภาพ

ถ้าผนังลำไส้เราไม่สะอาด เราสามารถไปทำ detox ช่วยได้ (ในช่วงแรกให้ทำอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง และทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเราด้วย) และการทานอาหารที่มีเส้นใยสูง (fiber) จะเป็นเหมือนไม้กวาดไปกวาดลำไส้ให้สะอาด และดึงเอากากอุจจาระที่ติดอยู่ตามผนังลำไส้ได้ (ลำไส้ใหญ่ดูดซึมวิตามินที่ละลายในน้ำ เช่น B, C เกลือแร่ต่างๆ และ แคลเซียม ...ลำไส้เล็กดูดซึมวิตามินที่ละลายในน้ำมัน A, D, E, K

การกินยาถ่ายอันตรายกับร่างกายมากๆ ถ้ามีปัญหากับการขับถ่ายจริงๆ ให้ทานพวกไฟเบอร์

เซลล์ต้นกำเนิด จากพืชที่ปลอดภัยที่สุด

ร่างกาย (Body) ของมนุษย์จะสมบูรณ์แบบมีชีวิตอยู่ได้ต้องประกอบไปด้วยระบบ เรียกว่า ระบบการทำงานของร่างกาย (Body System) เช่น ระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท ระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น โดยระบบในการทำงานจะให้มีความสอดคล้องเป็นไปได้ดี จะต้องมีอวัยวะ (Organ) ที่ทำงานเป็นส่วนประกอบ เช่น ระบบทางเดินอาหาร ก็ประกอบด้วยอวัยวะ คือ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ และตับ เป็นต้น ถ้าอวัยวะหนึ่งอวัยวะใดทำงานไม่ได้ หรือทำงานได้ไม่ดี ก็ทำให้ระบบทำงานติดขัด และเกิดความเจ็บป่วยในที่สุด โดยหน่วยย่อยที่เล็กลงไปของอวัยวะเรียกว่า เนื้อเยื่อ (Tissue) ถ้าหากเนื้อเยื่อแข็งแรงอวัยวะก็แข็งแรงตามไปด้วย และเนื้อเยื่อนั้นเองประกอบด้วยส่วนที่เล็กสุดของร่างกาย คือ เซลล์ (Cell)

เซลล์ (Cell) โดยเซลล์ในร่างกายมนุษย์ประกอบไปด้วยเซลล์หลายๆ ล้านเซลล์ ดังนั้น ความมหัศจรรย์ของร่างกาย จึงมีกระบวนการที่สามารถซ่อมแซมเซลล์ของตัวเราเองได้ เพื่อที่ทำให้ “เซลล์แข็งแรง” ส่งผลให้มี “เนื้อเยื่อแข็งแรง” เพื่อที่จะทำให้ “อวัยวะแข็งแรง” ทำงานได้ดีอยู่เสมอ และสุดท้ายก็จะทำให้ “ระบบต่างๆ แข็งแรง” ทำงานได้สอดคล้องกัน เพื่อสุขภาพที่ดีของร่างกาย ดังนั้น จึงเรียกได้ว่า เซลล์เป็นส่วนเล็กที่สุดที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของร่างกายทั้งหมดเพราะทุกๆส่วนของร่างกายประกอบจากเซลล์ทั้งนั้น

จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์หันมาให้ความสนใจพัฒนาเพื่อเป็นความหวังของการรักษาโรคต่างๆ ที่เป็นอาการป่วยเนื่องมาจากความเสื่อมของเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะ และระบบการทำงานของร่างกายที่เสียหาย หรือเสื่อมสภาพไป โดยหวังว่าจะค้นพบความลับของธรรมชาติที่สามารถซ่อมแซมส่วนเล็กที่สุดของร่างกาย คือ เซลล์ ให้กลับมาสมบูรณ์ได้ ร่างกายจะซ่อมแซมเซลล์ของตัวเองได้อย่างไร ?

ร่างกายมนุษย์มีส่วนประกอบด้วยหน่วยที่เล็กที่สุด คือ เซลล์ (Cell) โดยมนุษย์จะสามารถผลิตเซลล์ขึ้นมาแทนที่เซลล์ตัวเก่าที่เสื่อมสภาพได้ สามารถเพิ่มจำนวนของเซลล์ได้เมื่อมีความขาดแคลน หรือมีความจำเป็น โดยอวัยวะที่ต้องทำงานตลอดเวลา จะค้นพบเซลล์อยู่รวมกันมากที่สุด เช่น สมอง หัวใจ

ปัจจัยที่ทำให้มนุษย์สามารถซ่อมเซลล์ของตัวเราเองได้ ต้องมีเซลล์กลุ่มหนึ่งเป็นตัวกระตุ้น คือ เซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) โดยเซลล์ต้นกำเนิดนี้สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ในอวัยวะใดก็ได้ในทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น เซลล์ผิวหนัง เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ประสาท เซลล์สมอง เซลล์เม็ดเลือด ฯลฯ แต่เมื่อเซลล์ต้นกำเนิดเปลี่ยนหน้าที่ไปเป็นเซลล์ภายในอวัยวะแล้ว ก็จะไม่สามารถกลับมาเป็นเซลล์ต้นกำเนิดได้อีก โดยเซลล์ต้นกำเนิดนั้นจะค้นพบอยู่แทบทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะอวัยวะที่สำคัญต่างๆ

นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามค้นหา เซลล์ต้นกำเนิด จากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะมาจากสัตว์ หรือมนุษย์ด้วยกันเอง แต่เซลล์ต้นกำเนิด ที่มาจากสิ่งมีชีวิตก็ไม่เป็นที่ยอมรับเท่าไหร่นัก และมีราคาสูง เนื่องจากต้องสูญเสียชีวิตหนึ่งเพื่อรักษาอีกชีวิตหนึ่ง

ด้วยเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมการซ่อมเซลล์ ของเซลล์ต้นกำเนิดจากของพืช และผลไม้ กับการค้นพบครั้งสำคัญของนักวิทยาศาสตร์ สถาบันวิจัยชีวเคมี ไมเบลล์ “Mibelle Biochemistry” แห่งประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นสถาบันวิจัยด้านความงามและสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดของ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มีเจ้าหน้าที่มากกว่า 94,000 คน ได้ทำการวิจัยพัฒนาเซลล์ต้นกำเนิด จากพืช และผลไม้ “Plant Stem Cell” ได้สำเร็จ เป็นความล้ำหน้าที่สุดในวงการแพทย์ที่สามารถเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดจากพืชและผลไม้ เพื่อความงามและสุขภาพได้ และยังได้ทำการจดสิทธิบัตรเพียงหนึ่งเดียวโดยได้เรียกเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเซลล์ต้นกำเนิดจากพืชและผลไม้นี้ว่า “ไฟโตเซลล์เทค PhytoCellTecTM” การค้นพบความลับของแอปเปิ้ลสายพันธุ์โบราณและหายากของประเทศสสวิสเซอร์แลนด์ จุดเริ่มต้นของธรรมชาติสู่นวัตกรรมด้านความงามและสุขภาพ

ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มีแอปเปิ้ลสายพันธุ์โบราณ และหายากที่นักพฤกษศาสตร์เชื่อว่าเป็นสายพันธุ์ที่เป็นบรรพบุรุษของแอปเปิ้ลทั้งหมด โดยแอปเปิ้ลพันธุ์นี้รสเปรี้ยวมาก ไม่สามารถรับประทานได้ แต่ความแปลกของแอปเปิ้ลพันธุ์นี้คือ เมื่อเวลาที่ผลแอปเปิ้ลร่วงลงจากต้นแล้ว ผลแอปเปิ้ลไม่เหี่ยว และดูเหมือนยังคงความสดอยู่เสมอ นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันวิจัย ไมเบลล์ จึงได้ทำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเซลล์ต้นกำเนิดของแอปเปิ้ลสายพันธุ์นี้ จนได้ค้นพบครั้งสำคัญว่า แอปเปิ้ลสายพันธุ์โบราณและหายากของ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ สายพันธุ์ “Uttwiler Spttauber”

มีปัจจัย (Factor) เป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถกระตุ้นให้เซลล์สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ เช่นเดียวกับเซลล์ต้นกำเนิดในร่างกายมนุษย์สามารถคืนความแข็งแรงให้เซลล์และดีต่อการชะลอวัยที่สุด จึงได้ตั้งชื่อว่า PhytoCellTecTM Malus Domestica งานวิจัยของสถาบันไมเบลล์ ในครั้งนี้ ยังได้รับรางวัลชนะเลิศ INNOVATION PRIZE ในหมวด BEST ACTIVE INGREDIENT เมื่อปี ค.ศ.2008 และได้จดสิทธิบัตร (Patent Number) เลขที่ US2008/0299092 A1, EP 1985280 A2 นวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่งสู่การพัฒนาเซลล์ต้นกำเนิดจากพืช และผลไม้

รางวัลผลิตภัณฑ์นวัตกรรมแห่งปี

จากความสำเร็จของ สถาบันวิจัยชีวเคมีไมเบลล์ “Mibelle Biochemistry” ที่ได้วิจัยเซลล์ต้นกำเนิดจากแอปเปิ้ลเป็นที่สำเร็จ และด้วยเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเซลล์ต้นกำเนิด “ไฟโตเซลล์เทค PhytoCellTecTM” สถาบันวิจัยชีวเคมีไมเบลล์ จึงได้ทำการทดลองเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเซลล์ต้นกำเนิดของพืชและผลไม้อีกหลายสายพันธุ์ จนได้ค้นพบ เซลล์ต้นกำเนิดจากองุ่นที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย

หลายๆ คนคงนึกถึงไวน์ชั้นดี ประเทศที่มีไวน์ชั้นดี มีชื่อเสียงคือ ประเทศฝรั่งเศส ในแคว้นเบอกันดี (Burgundy) ทางตะวันออกของประเทศฝรั่งเศส มีเมืองที่เป็นศูนย์กลางของการปลูกองุ่น ชื่อเมือง บวน (Beaune) เมืองนี้มีองุ่นสายพันธุ์พิเศษ ชื่อว่า กาเม่ย์ (Gamay) ไวน์สายพันธุ์นี้นักดื่มไวน์เรียกว่า Gamay Noir a Jus Blanc

นักวิจัยของสถาบันวิจัยชีวเคมี ไมเบลล์ ได้ค้นพบว่าองุ่นพันธุ์ กาเม่ย์ (Gamay) ไม่เพียงแต่เป็นไวน์ชั้นดี ยังมีคุณสมบัติที่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถต้านอนุมูลอิสระที่ทำลายเซลล์ผิวหนัง ที่เกิดจากรังสี UVA และ UVB จากแสงแดดได้ ซึ่งส่งผลช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดรอยเหี่ยวย่น และฟื้นฟูผิวชั้นนอกสุดอย่างต่อเนื่อง

เมื่อนึกถึงองุ่น ทำให้ผิวพรรณของเราดูสดใส เปล่งปลั่งตลอดเวลา จึงได้ทำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเซลล์ต้นกำเนิดขององุ่นสายพันธุ์ กาเมย์ (Gamay) และตั้งชื่อ เซลล์ต้นกำเนิดจากองุ่นนี้ว่า PhytoCellTecTM Solar Vitis จากงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไฟโตซี่ เซลล์ต้นกำเนิดจากพืชที่ปลอดภัยที่สุด นวัตกรรมหนึ่งเดียวของ บ้านสมุนไพรชัยมงคล